ดูแลสมองก่อนเสื่อม

“ดูแลสมองก่อนสาย” เพราะความจำถดถอยเป็นสัญญาณเริ่มต้นความเสื่อมของสมอง

คนเรามักมองข้ามความสำคัญของการดูแลความเสื่อม เพราะวิวัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทั้งการแพทย์ สาธารณสุข อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ เช่น อาหาร การคมนาคม การศึกษา ทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

จนทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่จนบางครั้งอาจจะไม่ทันได้นึกถึง “ความสมบูรณ์ของสุขภาพตลอดอายุขัย” (Health span) หรือที่เรียกว่า ความเสื่อม ความแก่ โดยปัญหาใหญ่ที่สำคัญมาก ๆ คือ “เรื่องสมองและความจำที่เสื่อมถอยลง” ที่เกิดตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) โรคพาร์กินสัน (Parkinson) แต่เราสามารถป้องกันภาวะเหล่านี้ได้ หรือลดความรุนแรงของโรคทางสมองได้ ด้วยการเริ่มสังเกตความผิดปกติและความเสื่อมของสมอง

เริ่มต้นสังเกตความผิดปกติและความเสื่อมของสมอง
ปัญหาเรื่องสมองที่เรามักจะสังเกตเจอเป็นเรื่องแรก ๆ คือ “ความจำ” บางคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองเริ่มนึกเรื่องอะไรบางอย่างไม่ออก หรือ ลืมเรื่องที่เพิ่งคุยไม่นาน รวมทั้งมีอาการลืมที่วางของ โดยปกติสมองของแต่ละคนมีขนาดและลักษณะที่แตกต่างกันอยู่แล้ว และข้อมูลทางสถิติพบว่า ในคนทั่วไปเมื่ออายุเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 25-30 ปี สมองจะหดตัวลงประมาณปีละ 0.5 - 1% (ในส่วนของ Cortical Thickness) ทำให้อาจเกิดโอกาสที่จะเกิดภาวะความจำถดถอยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่อาการขี้ลืม, สมาธิสั้นลง, ความสามารถในการประมวลผลและแก้ไขปัญหาลดลง
หากมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปและปล่อยไว้ ก็อาจทำให้มีอาการรุนแรงมากขึ้นจนเกิดเป็นโรคหรือความเสื่อมที่ถาวรได้เช่นกัน ซึ่งก็อาจส่งผลต่อปัญหาการทรงตัว การมองเห็น การได้ยิน การรับรู้ต่าง ๆ อีกด้วย โดยเราสามารถตรวจเพื่อหาแนวทางป้องกันก่อนเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค และทำให้สมองเรามีสุขภาพและการทำงานที่สมบูรณ์ที่สุดตลอดอายุขัยของเรา

ตรวจเช็กสุขภาพสมองก่อนสาย
เพราะเรื่องของสมองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องใส่ใจ ซึ่งสาเหตุที่ทำร้ายสมองและสาเหตุต่าง ๆ เหล่านี้สามารถตรวจวัดได้ เพื่อให้รู้ความเสี่ยงของตัวเองและป้องกันก่อน

การตรวจสารอนุมูลอิสระจากการตรวจเลือด
สาเหตุถัดมาคือ เราพบว่า อนุมูลอิสระที่มากเกินไปทำให้เซลล์สมองโดนทำลายได้ มีการศึกษาพบว่า ในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (Alzheimer) จะมีระดับอนุมูลอิสระสูง และมีกลูตาไธโอน (Glutathione) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระลดลง สาเหตุของอนุมูลอิสระนั้นมีได้มากมาย ตั้งแต่การกินไม่ดี เช่น กินมากเกินไป กินน้ำตาล อาหารขยะหรืออาหารจานด่วน (junk food) กินเนื้อสัตว์มาก ๆ หรืออาหารที่ไม่เหมาะกับร่างกาย ภาวะอ้วน อดนอน เครียด มลภาวะต่างๆ เหล้า บุหรี่ และอีกมากมาย การมีอนุมูลอิสระมาก ๆ ก็ยังนำมาซึ่งการอักเสบเรื้อรัง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม เราสามารถวัดค่าการอักเสบได้จากการตรวจเลือดค่า hs-CRP และ Homocysteine ซึ่งหากพบค่าสูงเกินไปบ่งบอกถึงการอักเสบ นอกจากนี้เรายังพบว่า การติดเชื้อบางชนิด เช่น เอชไอวี (HIV) หรือ ซิฟิลิส (Syphilis) ก็ส่งผลให้เกิดการอักเสบ อนุมูลอิสระและความเสื่อมของสมองด้วยเช่นกัน

การตรวจสารอาหาร วิตามิน ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
การขาดสารอาหารบางชนิดโดยเฉพาะวิตามิน B6, B9 (Folate, Folic acid) และ B12 หรือการได้รับน้ำตาลและไขมันเลวมากเกินไปก็จะส่งผลต่อเซลล์ในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือด ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงหลอดเลือดสมองด้วย เพราะสมองต้องการการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนอย่างเพียงพอสม่ำเสมอ หากเกิดความบกพร่องหรือเกิดการอุดตันก็จะนำมาซึ่งความเสื่อมได้เร็วขึ้น

การตรวจระดับฮอร์โมน
อีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้สมองเกิดความเสื่อมได้เร็วขึ้น คือ การลดลงของระดับฮอร์โมนต่าง ๆ เช่น ฮอร์โมนไทรอยด์ทำให้การเผาผลาญและการสร้างพลังงานลดลงและยังกระทบต่อการฟื้นตัวของเซลล์สมอง กลุ่มฮอร์โมนเพศและ DHEA (Steroid Hormone) พบว่า มีความสัมพันธ์กับระบบสมองอย่างมาก มีหลายงานวิจัยที่พบว่า การทำงานของสมองทดถอยลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อระดับฮอร์โมนเพศลดลง ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) เป็นอีกหนึ่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อสมอง เนื่องจากช่วยต้านอนุมูลอิสระในสมอง ช่วยให้สมองสามารถหลับลึกได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการหลับลึกส่งผลต่อประสิทธิภาพของสมองและชะลอความเสื่อมของสมอง

ตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA)
คุณหมออยากให้มองภาพว่า การที่ร่างกายเราจะเสื่อมลง มักจะเกิดขึ้นเพราะปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่เข้ามารบกวน ในส่วนของสมองก็เช่นกัน เมื่อพูดถึงโอกาสการเกิดภาวะสมองเสื่อมที่เราสามารถรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิดคือ DNA แพทย์สามารถตรวจ Gene ชื่อ APOE4 ซึ่งเป็นพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) และโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งในผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติมีโอกาสเกิดภาวะสมองถดถอยได้ตั้งแต่อายุน้อย แม้ว่าเราจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ เมื่อเราทราบก็สามารถเลือกป้องกันสาเหตุด้านอื่น ๆ และดูแลสมองให้แข็งแรงได้ กลับกันถ้าเราไม่ทราบเลยก็อาจจะละเลยจนเกิดโรค

การทำ M.R.I. Brain และ M.R.A.
การตรวจความเสื่อมของสมองมักจะดูจากอาการแสดง การตรวจร่างกาย และการประเมินด้วยแบบประเมินมาตรฐานทางการแพทย์ แต่การตรวจวินิจฉัยที่บอกความเสี่ยง ตำแหน่งที่ความเสื่อมในสมองได้ชัดเจนกว่า คือ การทำ M.R.I. Brain และ M.R.A. เช่น การตรวจบริเวณ Hippocampus ซึ่งเป็นบริเวณที่ควบคุมเรื่องความจำ จะทำให้เราเห็นสัญญาณว่าสมองเริ่มเกิดความผิดปกติหรือไม่ และสามารถใช้ประเมินความเสี่ยง ความรุนแรง หรือ ติดตามเปรียบเทียบการดำเนินของความเสี่ยงนั้น ๆ ได้

เราสามารถที่จะวางแผนดูแลเมื่อเห็นความเสี่ยงและป้องกันความเสื่อม หรือชะลอความรุนแรงของความเสื่อมนั้น เพราะปัจจัยที่ทำให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น สามารถปรับเปลี่ยนและแก้ได้ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) กินอาหารที่ดี ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงอย่างมีคุณภาพ การเข้าสังคม การฝึกกิจกรรมที่ให้สมองได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ หรือการเสริมสารอาหารเมื่อจำเป็น

คุณหมอเชื่อว่า ทุกคนอยากเก็บความทรงจำที่มีค่าไว้นานเท่านาน จริง ๆ แล้วถ้าเราเกิดภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่แค่เราที่เป็นทุกข์ คนที่เสียใจมากไม่แพ้กันคือ คนที่เรารัก เพราะมันคงเป็นเรื่องทรมานจิตใจไม่น้อยที่เราจำเค้าไม่ได้ คุณหมออยากให้ทุกคนเริ่มใส่ใจดูแลสมองไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่เรายังไม่ได้มีอาการอะไร หรือใครที่รู้สึกว่าเริ่มมีอาการสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวกับสมองแม้จะเล็กน้อยก็ไม่ควรที่จะละเลย หากเรารอให้เกิดอาการที่รุนแรงขึ้นจนเกิดโรคแล้วอาจจะไม่ทันการ สามารถปรึกษาแพทย์ ตรวจสุขภาพในส่วนของสมอง เพื่อวางแผนดูแลและป้องกันโดยไม่ต้องรอให้ป่วยย่อมดีที่สุด และไม่ใช่แค่เรื่องของสมองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบไหนในร่างกายก็ตาม การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อจัดการความเสี่ยงก่อนจะเกิดโรคนั้นย่อมดีกว่ารอให้ป่วยแล้วมารักษาอย่างแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายแพทย์พลวัฒน์ ปรีชาบริสุทธิ์กุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู
บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก

ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิตามินสูตรเฉพาะเพื่อฟื้นฟูผิว

วิตามินสูตรเฉพาะเพื่อฟื้นฟูผิว

วิตามินสูตรเฉพาะเพื่อฟื้นฟูผิว วิตามินสูตรเฉพาะสำหรับผิว คืออะไร ? วิตามินสูตรเฉพาะสำหรับผิว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายต้องการ และไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ โดย ร่างกายต้องการในปริมาณที่เหมาะสม มีสวนในการช่วยเรื่องผิวพรรณ เช่น มีส่วนช่วยเสริมสร้างเส้นใยคอลลาเจน เพราะเส้นใยคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญของผิว ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง ไม่เกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นจึงมีส่วนเรื่องความแข็งแรงของผิว เรื่องริ้วรอยชนิดตื้น "หลังจากอายุ 20 ปี ชั้นหนังแท้จะผลิตคอลลาเจนน้อยลง 1% ในแต่ละปี ซึ่งการลดลงของคอลลาเจนทำให้ผิวหนังอ่อนแอ เกิดริ้วรอย ซึ่งเป็นสัญญาณของความแก่ชรา" มีส่วนช่วยลดความรุนแรงจากผิวหนังที่โดนทำร้ายจากแสงแดด เพราะแสงแดดทำให้ผิวอ่อนแอ เกิดริ้วรอย เกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ ดังนั้นจึงมีส่วนเรื่องผิวแลดูกระจ่างใส ดริปวิตามินทางหลอดเลือด ดียังไง? การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินได้เกือบทั้งหมด 100 % เห็นผลไวกว่าการทาน ไม่ตกค้าง และไม่เกิดผลข้างเคียงต่อระบบร่างกาย โดยสูตร Beauty & Relaxing มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูความกระจ่างใสของผิวพรรณ พร้อมทั้งช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย คำแนะนำเกี่ยวกับแพ็กเกจ สำหรับการ Drip Vitamin ควร Drip ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ โดยในช่วงสัปดาห์แรก อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียที่เป็นสะสมจะค่อยๆ ดีขึ้น และจะเห็นผลในเรื่องของผิวที่กระจ่างใสขึ้นเมื่อ Drip ต่อเนื่อง 4-6 ครั้ง สอบถามเพิ่มเติม โทร 039 319 888 คลินิกชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ #RoyalLife #โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี

ตรวจภูมิแพ้อาหารแบบแฝงกว่า 222 ชนิด

ตรวจภูมิแพ้อาหารแบบแฝงกว่า 222 ชนิด

โปรแกรมตรวจภูมิแพ้อาหารแบบแฝงกว่า 222 ชนิด เพราะคุณอาจไม่เคยรู้ว่าคุณแพ้อาหารจานโปรด เพราะการแพ้อาหารแบบแฝง (Food Intolerance) นั้นแตกต่างไปจากการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน (Food Allergy) ที่จะแสดงอาการให้เห็นทันทีหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ แต่การแพ้อาหารแบบแฝงจะเกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารชนิดเดิมอย่างซ้ำๆ จนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจว่าอาหารนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม อาการจะแสดงแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล และไม่แสดงอาการในทันที มักจะเกิดหลังรับประทานอาหารที่แพ้แล้วหลายวัน ทำให้สังเกตได้ยาก และทำให้ไม่สามารถระบุชนิดอาหารที่แพ้ได้ อาการที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความหลากหลาย เรื้อรังแต่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน ภาวะสมาธิสั้น คัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง ผื่นลมพิษเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ ท้องเสีย ลำไส้ระคายเคือง ลำไส้อักเสบ ท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง น้ำหนักขึ้นง่าย ปวดกล้ามเนื้อ หากเรายังรับประทานอาหารตัวที่ก่อให้เกิดปฎิกริยานี้สะสมต่อเนื่องก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือแม้แต่เกิดการรบกวนระบบประสาทและความจำ เช่น ในภาวะสมาธิสั้น ไมเกรน เป็นต้น การแพ้อาหารแบบแอบแฝง (IgG4) ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน ภาวะสมาธิสั้น คัดจมูก น้ำมูกไหล เรื้อรัง, เป็นหวัดบ่อย ผื่นลมพิษเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ สิวเรื้อรัง ท้องเสีย ลำไส้ระคายเคือง (IBS) ลำไส้อักเสบ (Crohn’s disease) ท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง, มีแก๊ซในท้องเยอะ น้ำหนักขึ้นง่าย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือนผิดปรกติ สนใจโปรแกรมตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง 222 รายการ 19,000 บาท สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี หรือโทร 0396-319818 ขอบคุณข้อมูลจาก ; BDMS WELLNESS CLINIC

วิตามินเฉพาะบุคคล (Customized Supplements)

วิตามินเฉพาะบุคคล (Customized Supplements)

วิตามินเฉพาะบุคคล (Customized Supplements) เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน วิตามินที่วางขายตามท้องตลาดจึงอาจไม่เหมาะสมต่อสุขภาพสำหรับทุกคน ดังนั้นวิตามินเฉพาะบุคคลจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการทานวิตามินเสริมมากที่สุด ทำความรู้จักกับวิตามินเฉพาะบุคคล วิตามินที่แพทย์ผู้ชำนาญการออกแบบหรือดีไซน์มาเพื่อคุณโดยเฉพาะ วิเคราะห์จากผลตรวจสุขภาพเพื่อให้ได้รายการชนิดของวิตามินและปริมาณวิตามิน ตรงตามที่ร่างการต้องการ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพในทุกระบบได้อย่างตรงจุด ซึ่งวิตามินดังกล่าวยังเป็นวิตามินเกรดทางการแพทย์ระดับฟาร์มาซูติคอลเกรด (Pharmaceutical Grade) ที่ใช้ในโรงพยาบาล มีการตรวจสอบโลหะหนักต่างๆ เพื่อให้ได้วิตามินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ใครบ้างที่ควรเสริมวิตามินเฉพาะบุคคล คนที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง หรือมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ผู้ที่มีระบบดูดซึมไม่ดี มีปัญหาลำไส้ ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ หรือ มีความกังวลเกี่ยวกับโภชนาการของตนเอง หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ผู้สูงอายุและคนที่เจ็บป่วย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้อาจได้รับสารอาหารและวิตามินไม่เพียงพอ สมควรได้รับวิตามินเสริม ข้อดีของการรับประทานวิตามินเฉพาะบุคคล ร่างกายจะได้รับวิตามินที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ทั้งชนิดและปริมาณในการบริโภคที่ถูกต้องโดยแพทย์ผู้ชำนาญการทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน เสริมภูมิคุ้มกันและตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล รวมวิตามินที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน สะดวก ไม่ต้องรับประทานหลายเม็ด ขั้นตอนการรับวิตามินเฉพาะบุคคล แพทย์จะสอบถามประวัติ สอบถามอาการต่าง ๆ การใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงความต้องการของแต่ละคน นำผลเลือดจากการตรวจวัดระดับวิตามินในร่างกายมาวิเคราะห์ เพื่อผสมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ให้เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วความต้องการแร่ธาตุและวิตามินของแต่ละคนจะแตกต่างทั้งชนิดและขนาดที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่เท่ากัน​ แพทย์จะมีการติดตามอาการและผลเลือดเป็นระยะทุกๆ 3-6 เดือน เพื่อวัดประสิทธิภาพในการรักษา และการเสริมวิตามินในระยะยาว​ ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS WELLNESS CLINIC

ผัก 5 ชนิด “วิตามินซีสูง” ดูแลผิว เสริมภูมิคุ้มกัน

ผัก 5 ชนิด “วิตามินซีสูง” ดูแลผิว เสริมภูมิคุ้มกัน

วิตามินซี คือ กรดแอสคอบิค (Ascobic Acid) เป็นวิตามินที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง แต่มีความสำคัญอย่างมากกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ด้วยความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ วิตามินซียังมีส่วนช่วยในการ ป้องกันหวัด เนื่องจากคุณสมบัติที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคที่มาจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เส้นเลือดอุดตันในหลอดลม เป็นต้น แหล่งวิตามินซีใกล้ตัวที่เราสามารถพบได้ตามผักและผลไม้ โดยหาซื้อง่ายและมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทยที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าผักและผลไม้บางชนิดก็มีวิตามินซีอยู่ในปริมาณที่ร่างกายต้องการใช้งานได้ ผัก 5 ชนิด วิตามินสูง พริกหวาน วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม พริกหวานสามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ และปรุงสุกในเมนูอาหาร โดยผลที่แก่แล้วไม่ว่าจะเป็นมีสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วงจะให้วิตามินซีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าอีกทั้งยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เหล็กและโพแทสเซียมด้วย บรอกโคลี วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม บรอกโคลี อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารหลายชนิดซึ่งพบได้ทั้งส่วนดอกและลำต้น การกินควรกินทั้งส่วนดอกและลำต้นร่วมกันจะช่วยต้านโรคมะเร็งได้ บร็อคโคลีเป็นผักที่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนที่นานเกินไปเพราะจะทำให้เสียวิตามินและคุณค่าทางอาหาร ผักคะน้า วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม ผักคะน้าสามารถกินได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก กับคุณสมบัติที่ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีและกำจัดสารพิษในร่างกาย ผักคะน้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิดแต่ควรล้างให้สะอาดเพื่อช่วยลดการตกค้างของสารเคมีก่อนทุกครั้ง ผักปวยเล้ง วิตามินซี 120 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ อย่าง เหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท ใบมะรุม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม พืชพื้นบ้านที่นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยทุกส่วนของต้นมะรุมสามารถกินได้ อีกทั้งใบของมะรุมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันแผลในกระเพราะอาหาร และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

โภชนาการที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญ

โภชนาการที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญ

โภชนาการที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญ “ร่างกายของคนเรามีความแตกต่างกัน ทำให้ความต้องการวิตามินและแร่ธาตุเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงนั้นก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย” วิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ เพราะนอกจากจะช่วยชะลอความเสื่อมของสุขภาพและความเสื่อมที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระแล้ว การรักษาระดับวิตามินให้คงที่และเหมาะสมยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย​ คุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอหรือไม่ มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากถึง 30 ชนิดที่ร่างกายผลิตขึ้นเองไม่ได้ (Essential micronutrients) แม้ว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอคือการรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน ​ ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ พืชตระกูลถั่ว ธัญพืช ​ โปรตีนที่มีไขมันน้อยและไขมันดี เช่น ถั่ว และน้ำมันมะกอก ​ แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าร่างกายเราได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอแล้ว ความเข้าใจเกี่ยวกับวิตามินและแร่ธาตุ “คือการเลือกอาหารและสารอาหารที่จำเป็นเพื่อสุขภาพที่ดี” หากเรารับประทานอาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุ และสารประกอบอื่น ๆ ในปริมาณที่น้อยกว่าความต้องการของร่างกาย อาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคมะเร็ง หรือโรคกระดูกพรุนได้ แต่ในทางกลับกันถ้าเราได้รับวิตามินและแร่ธาตุ 5 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี6, วิตามินซี, วิตามินอี, แมกนีเซียม หรือสังกะสี ก็สามารถช่วยในการรักษาประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน​ การปรับสมดุลวิตามินและแร่ธาตุ “ควรเริ่มต้นป้องกัน มากกว่ารอให้เกิดโรค” ปัจจุบันนอกจากผู้คนจะมองหาแผนการรักษาโรคภัยแบบเฉพาะบุคคลแล้ว ผู้ที่มีสุภาพดีอยู่แล้วก็ยังมองหาหนทางของการมีสุขภาพที่ดีขึ้นไปอีกด้วย​ โปรแกรมการปรับสมดุลวิตามินและแร่ธาตุในร่างกายนั้น จะช่วยปรับระดับวิตามินในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะร่างกายของแต่ละบุคคลมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นโปรแกรมจึงต้องออกแบบมาเพื่อปรับให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล​ การตรวจวัดระดับวิตามินและแร่ธาตุ การตรวจวัดระดับวิตามินและแร่ธาตุสามารถช่วยประเมินความสมดุลหรือภาวะการขาดวิตามินและแร่ธาตุของเราได้ เป็นเครื่องมือที่มีความแม่นยำและผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ในการประเมินภาวะโภชนาการได้​ การวิเคราะห์สามารถวัดระดับสารอาหารสำคัญในร่างกายได้ถึง 18 ชนิด เช่น วิตามิน, แร่ธาตุ, สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดอะมิโนภายในเซลล์เม็ดเลือดขาว​ ผลการตรวจที่ได้รับเป็นผลตรวจจากห้องปฏิบัติการที่แสดงผลของระดับวิตามินและแร่ธาตุในร่างกาย ในรูปแบบของตัวเลขและแผนภาพเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจในส่วนที่ขาด ควรได้รับเพิ่มเติมจากอาหารหรือควรได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริม​ วิตามินและอาหารเสริมเฉพาะบุคคล การเลือกรับประทานอาหารที่ครบถ้วน การออกกำลังกาย และการได้รับวิตามินรวมนั้นอาจไม่เพียงพอต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายของแต่ละบุคคลมีเอกลักษณ์ที่จำเพาะและมีความซับซ้อนที่ต่างกัน วิธีการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลจึงเป็นวิธีที่ดีกว่าและเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ​ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสูตรเฉพาะบุคคล วิจัยโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ จาก BDMS Wellness Clinic เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้ทราบถึงความต้องการของร่างกายและสามารถเลือกบริโภคเฉพาะสิ่งที่จำเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเฉพาะบุคคลจะถูกบรรจุอยู่ในซองเป็นรายวัน ทำให้ง่ายและสะดวกต่อการรับประทาน ปรับสูตรวิตามินและอาหารเสริมเฉพาะบุคคลจากห้องเภสัชปฏิบัติการโดยเภสัชกร เพื่อตรงกับความต้องการของร่างกายโดยเฉพาะ โปรแกรมตรวจวัดระดับวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่​ BWC Antioxidants โปรแกรมตรวจเลือด เพื่อวิเคราะห์ปริมาณวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ 10 ชนิด​ คลิก https://bangkokhospitalchanthaburi.com/RoyalLife ขอบคุณข้อมูลจาก ; BDMS WELLNESS CLINIC

"การป้องกันคือกุญแจสำคัญแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว"

"การป้องกันคือกุญแจสำคัญแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว"

"การป้องกันคือกุญแจสำคัญแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว" ศาสตร์แห่งการชะลอวัย เป็นการแพทย์สมัยใหม่ที่มุ่งเน้นป้องกันและชะลอความเสื่อมของร่างกายโดยพื้นฐานนั้น เริ่มตั้งแต่การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยในการตรวจสภาวะของร่างกายโดยละเอียด ผู้รับบริการของเราเริ่มต้นวิถีสุขภาพดีที่คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู เพื่อรับการประเมินสุขภาพเบื้องต้น โดยเข้ารับโปรแกรมการตรวจร่างกายอย่างละเอียด หลังเข้ารับการตรวจแล้วแพทย์คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟูจะส่งผู้รับบริการต่อไปยังคลินิกเฉพาะทางด้านต่างๆ ตามความเหมาะสมของสุขภาพของผู้รับบริการ การประสานงานที่เชื่อมโยงกันของทุกคลินิกทำให้มั่นใจได้ถึงขั้นตอนการดูแลระหว่างเข้ารับบริการที่มีประสิทธิภาพ กุญแจสำคัญที่จะทำให้มีสุขภาพดีเริ่มต้นที่คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู ซึ่งเป็นมิติใหม่ในการดูแลสุขภาพเพื่อการป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู คือ คลินิกหลักที่สำคัญของ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ในการต่อสู้กับโรคที่เกี่ยวเนื่องกับวัย การใช้ชีวิตและความเครียด โดยให้บริการคัดกรองในระดับพันธุกรรมหลากหลายรูปแบบที่ครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดระดับฮอร์โมนในร่างกาย, ระดับวิตามินและแร่ธาตุในเลือด, ยีน เป็นต้น และทำหน้าที่เป็นรากฐานของการตรวจวินิจฉัยสุขภาพอื่น ๆ ทั้งหมด ผู้รับบริการของเราทุกคนจะได้รับการประเมินสุขภาพอย่างครบถ้วนเพื่อวางแผนการรักษาร่วมกัน ด้วยหลักการที่ว่าร่างกายมนุษย์เรานั้นทำงานเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว ก่อนจะส่งต่อไปยังคลินิกเฉพาะทางอื่น ๆ ของ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ที่คลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู เรายินดีดูแลท่านด้วยการออกแบบโปรแกรมการตรวจสุขภาพพิเศษเฉพาะบุคคล การตรวจเชิงลึกเพื่อวัดสารต้านอนุมูลอิสระ แร่ธาตุในร่างกาย ระดับฮอร์โมน รวมถึงการตรวจพิเศษเพิ่มเติมทางห้องปฎิบัติการ ดูแลท่านโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ผสมผสานศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพทั้งด้านการต้านอนุมูลอิสระ การขจัดความเครียด การทานอาหารเสริมเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม การรับประทานอาหาร การออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อให้สมดุลของอวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ มีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก ผิวพรรณดูสดใสอ่อนวัย เพื่อกลับคืนสู่ความสมดุลของสุขภาพอย่างแท้จริง "การป้องกันคือกุญแจสำคัญแห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว" ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS WELLNESS CLINIC

Hospital Logo

ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่

บริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง