ทำไมต้องงดน้ำงดอาหารก่อนตรวจสุขภาพ

ทำไมต้องงดน้ำงดอาหารก่อนตรวจสุขภาพ

การตรวจเลือด สามารถวินิจฉัยโรคบางชนิดที่ไม่สามารถวิเคราะห์ได้จากการซักประวัติ หรือโรคที่ไม่มีอาการแสดงออกมา ผลการตรวจเลือดจึงต้องการความชัดเจนและถูกต้องที่สุด แต่สารอาหารและสารจากเครื่องดื่มต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไปนั้นย่อมเข้าสู่กระแสเลือด และอาจทำให้ผลเลือดมีความแปรปรวนจากความเป็นจริงได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องงดอาหารและเครื่องดื่มก่อนการตรวจเลือดในการตรวจค่าบางอย่าง เพื่อให้ผลเลือดมีความแม่นยำที่สุด

เตรียมตัวให้พร้อม...ก่อนตรวจเลือด

  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด งดอาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หมากฝรั่งทุกชนิด ไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้
  • ตรวจไขมันในเลือด ต้องงดอาหาร เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยว ลูกอม หมากฝรั่งทุกชนิด อย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง แต่สามารถดื่มน้ำเปล่าได้เช่นกัน และการตรวจไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) และไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเจาะเลือด 3 วันด้ว
  • ตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือด โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนตรวจ แต่แพทย์อาจพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าควรเตรียมตัวอย่างไร เนื่องจากผู้ที่ได้รับยาบางชนิดอยู่ก่อน อาจมีผลต่อค่า Serum Iron ที่สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้
  • การตรวจการทำงานของไต (BUN, Creatinine) ไม่จำเป็นต้องงดน้ำ งดอาหารก่อนตรวจ แต่ควรลดอาหารประเภทเนื้อแดงให้น้อยลง 2-3 วัน ก่อนตรวจ

นอกจาก “การงดน้ำ งดอาหาร” แล้ว ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ควรเลี่ยงก่อนเข้ารับการตรวจเลือดด้วย เช่น

  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • การสูบบุหรี่
  • เคี้ยวหมากฝรั่ง
  • ออกกำลังกาย

หากผู้เข้ารับการตรวจเลือด ทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อข้างต้นนี้ ต้องแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบตามจริง ซึ่งแพทย์อาจจะนัดเจาะเลือดเพื่อตรวจใหม่ภายหลังเมื่อปฏิบัติตนอย่างถูกต้องก่อนเข้ารับการตรวจเลือดเพราะผลของการตรวจเลือด เป็นส่วนสำคัญที่สามารถนำมาประกอบคำวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรค หรือหาแนวทางการรักษาโรคได้ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของคนไข้เอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ฺBDMS สถานีสุขภาพ

บทความที่เกี่ยวข้อง

วัคซีน RSV

วัคซีน RSV

วัคซีน RSV คืออะไร? วัคซีนอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus Respiratory syncytial virus; RSV) “Arexvy” ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจาก respiratory syncytial virus โดยมักมีอาการคล้ายเป็นหวัดธรรมดา คือ ไอ มีน้ำมูก เล็กน้อย และไม่มีไข้ แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุอาจมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรง เช่น มีภาวะปอดอักเสบ ปอดบวม หรือเสียชีวิตได้ซึ่งผลของวัคซีนจะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อได้ โดยฉีดเพียง 1 เข็ม เท่านั้น ประโยชน์หลังจากที่ฉีดวัคซีนป้องกัน RSV มีดังนี้? ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส RSV ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ RSV ในกรณีที่ติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุ จะช่วยลดความรุนแรงของโรคจากอาการไอ หายใจลำบาก ภาวะปอดอักเสบ และความเสี่ยงต่อการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากการติดเชื้อ RSV เช่น ปอดบวม (pneumonia) และหลอดลม ฝอยอักเสบ (bronchiolitis) ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก RSV โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง ทำไมผู้สูงอายุควรฉีดวัคซีน RSV เนื่องจากเป็นโรคที่พบมากในเด็กเล็ก และมักมีการแพร่เชื้อจากการสัมผัสในโรงเรียน และนำเชื้อมาให้คนในบ้าน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ปกครอง โรค RSV ไม่มียารักษาโรคโดยเฉพาะ เป็นการรักษาตามอาการ หากเกิดกับผู้สูงอายุทำให้ผู้สูงอายุมีอันตรายและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าในเด็กเนื่องจากผู้สูงอายุมักจะมีโรคประจำตัวร่วม ผลข้างเคียงของวัคซีน RSV อาการไม่พึงประสงค์ที่ได้รับรายงานบ่อยที่สุดในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ได้แก่ ปวดบริเวณที่ฉีดยา (61%) อ่อนล้า (34%) ปวดกล้ามเนื้อ (29%) ปวดศีรษะ (28%) ปวดข้อ (18%) อาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้มัก มีความรุนแรงเล็กน้อยหรือปานกลางและหายไปภายใน 2-3 วัน หลังฉีดวัคซีน ข้อควรระวังในการรับวัคซีน RSV ห้ามฉีด Arexvy ให้ผู้ที่มีอาการแพ้สารออกฤทธิ์หรือส่วนประกอบใด ๆ ของวัคซีน ควรระมัดระวังการฉีด Arexvy ในผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือผู้ที่มีความผิดปกติในการแข็งตัว ของเลือด เนื่องจากอาจทำให้มีเลือดออกหลังฉีด ไม่แนะนำให้ฉีด Arexvy ในระหว่างตั้งครรภ์ และในสตรีที่ให้นมบุตร สอบถามเพิ่มเติมคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจ หรือศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ 039-319888

อันตรายจากแคดเมียม

อันตรายจากแคดเมียม

แคดเมียมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบหายใจ และระบบทางเดินอาหาร จะเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตจับกับโปรตีน albumin ถูกส่งไปที่ตับ ทำให้มีอาการอักเสบที่ตับ บางส่วนของแคดเมียมจะจับตัวกับโปรตีนอีกชนิดหนึ่ง (metallothionein) เข้าไปสะสมในตับและไต และถูกขับออกทางปัสสาวะ โดยขบวนการขับแคดเมียมออกจากไตเกิดขึ้นช้ามาก ใช้เวลาถึงประมาณ 20 ปี ถึงสามารถขับแคดเมียมออกได้ครึ่งหนึ่งของแคดเมียมที่มีการสะสมอยู่ในไตออกได้ ทำให้มีอาการกรวยไตอักเสบ ผู้ที่ได้รับแคดเมียมเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งปอด ไต ต่อมลูกหมาก และตับอ่อน มีรายงานผู้ป่วยที่กินข้าวที่เพาะปลูกจากแหล่งที่ดินมีการปนเปื้อนแคดเมียม จะมีอาการของโรคกระดูกพรุน และกระดูกมีการเจริญที่ผิดปกติ รวมถึงโรคอิไต-อิไต (Itai-Itai disease) อีกด้วย แคดเมียมอันตรายต่อร่างกายอย่างไร ผลเฉพาะที่ ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ ถ้าสัมผัสนานๆ อาจทำให้ความรู้สึกในการรับกลิ่นเสียไป และเกิดคราบ หรือวงสีเหลืองที่คอฟันทีละน้อย หลังจากที่แคดเมียมถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะมีครึ่งชีวิตที่ยาวนาน และคงอยู่ในตับและไต ผลต่อร่างกาย พิษเฉียบพลันส่วนใหญ่ เกิดจากการหายใจเอาฝุ่น หรือฟูมแคดเมียม ซึ่งเกิดขึ้น เมื่อแคดเมียมถูกทำให้ร้อน โดยทั่วไป ระยะเวลาหลังจากสัมผัสสารจะยาวนาน 2-3 ชั่วโมงก่อนแสดงอาการ อาการเริ่มแรกจะมีการระคายเคืองเล็กน้อยของทางเดินหายใจส่วนต้น อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมา จะมีอาการไอ เจ็บปวดใน ทรวงอก เหงื่อออกและหนาวสั่น ซึ่งเป็นอาการที่ คล้ายกับการติดเชื้อทั่วไปของทางเดินหายใจส่วนต้น ต่อมา 8-24 ชั่วโมง หลังจากสัมผัสสารอย่างฉับพลัน อาจเห็นอาการระคายเคืองอย่างแรงที่ปอด เจ็บปวดในทรวงอก หายใจลำบาก ไอ และอ่อนเพลีย อาการหายใจลำบากจะรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดน้ำท่วมปอดตามมา อันตรายจากกรณีเช่นนี้ มีถึง 15% ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีฟองอากาศในเนื้อเยื่อ และเนื้อปอดปูดนูนออกมา ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรักษาให้หาย มีรายงานว่า พบพิษเรื้อรังเกิดขึ้น หลังจากสัมผัสฟูมแคดเมียมออกไซด์เป็นเวลานาน การรักษาเบื้องต้น หากร่างกายได้รับแคดเมียมจากการบริโภคอาหาร ให้ดื่มนมหรือบริโภคไข่ที่ตีแล้ว เพื่อลดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร หรืออาจทําให้ถ่ายท้องด้วย Fleet’s Phospho Soda (เจือจาง 1:4 ด้วยนํ้า) 30-60 มิลลิกรัม เพื่อลดการดูดซึมแคดเมียม ที่มา : เว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ https://www.thaihealth.or.th/?p=360223 โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรีมีบริการตรวจ ที่แผนก check up ทุกวันพุธ ตรวจด้วยการเก็บปัสสาวะ การเตรียมตัว (หลีกเลี่ยงอาหารทะเลอย่างน้อย 3 วัน ก่อนตรวจ) รู้ผลใน 7 วัน ราคาประมาณ 1,500 บาท (รวมค่าบริการและค่าแพทย์) ตรวจจากเลือด (หาสารแคดเมียม) ไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร รู้ผลใน 5 วัน ราคาประมาณ 1,500 บาท (รวมค่าบริการและค่าแพทย์) หมายเหตุ วิธีการเลือกตรวจขึ้นอยู่กับแพทย์พิจารณาตามความเสี่ยงที่สัมผัสสาร จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ก่อนตรวจทุกราย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่แผนกส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอัเสบเอ มีทั้งแบบวัคซีนเชื้อเป็น และวัคซีนเชื้อตาย แต่ที่ใช้กันอย่างเเพร่หลายในประเทศไทย คือ วัคซีนเชื้อตาย โดยประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้ร้อยละ 94-100 โดยเฉพาะหลังได้รับวัคซีน 2-4 สัปดาห์ จะสามารถป้องกันโรคได้เกือบร้อยละ 100 ผู้ที่ได้รับการฉีดัคซีนไวรัสตับอักเสบเอครบ 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างกัน 6-12 เดือน จะสามารถกระตุ้นภูมิในร่งกายได้ยาวนานกว่า 30ปี กลุ่มที่แนะนำให้ได้รับวัคซีนไวรัสอับอักเสบเอ ผู้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ หรือผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอ กลุ่มรักร่วมเพศ(ชาย) ผู้ที่มีหน้าที่ปรุงอาหารทั้งขายและพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องปรุงอาหารให้สมาชิกในครอบครัวรับประทาน ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศที่มีความเสี่ยงด้านสุขอนามัยต่ำหือมีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ อาการข้างเคียงจากการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ ปวด แดงบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร สอบถามเพิ่มเติมที่แผนกส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

วัคซีนปอดอักเสบสำหรับผู้สูงอายุ

วัคซีนปอดอักเสบสำหรับผู้สูงอายุ

วัคซีนปอดอักเสบ ปรับราคา เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 31 ธันวามคม 67 นี้ วัคซีนปอดอักเสบ (IPD) ชนิด 13 สายพันธุ์ ราคา 2,650 บาท (จากปกติ 3,300 บาท) วัคซีนปอดอักเสบ (IPD) ชนิด 23 สายพันธุ์ ราคา 1,900 บาท (จากปกติ 2,300 บาท) โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ แต่กับผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่มีภูมิต้านทานที่ลดลง มีโรคประจำตัว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้สูงอายุเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 4 ในผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดอักเสบ ทั้งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคปอดอักเสบ นอกจากการพาผู้สูงอายุเข้ารับวัคซีนปอดอักเสบ เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรค ที่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงจากการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคปอดอักเสบได้แล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อโรคและความเจ็บป่วยจากโรคปอดอักเสบอีกด้วย นัดหมายแพทย์ คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. งดอาหาร เครื่องดื่มทุกชนิด ลูกอม หมากฝรั่ง อย่างน้อย 12 ชม. และงดน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 ชม.ก่อนการตรวจ 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอน 3. สวมเสื้อที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขนและการตรวจร่างกาย 4. สำหรับสุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อน / หลังมีประจำเดือน 7 วัน 5. สำหรับสุภาพสตรีกรณีสงสัยว่าตั้งครรภ์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนการตรวจ ***กรณีมีรายการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่ม อาจมีแนวทางการเตรียมตัวที่มากกว่ารายละเอียดข้างต้น ดังนั้นผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือเอกสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำที่สุด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศุนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

ปอดอักเสบ ป้องกันได้ด้วยวัคซีน "นิวโมคอคคัส"

ปอดอักเสบ ป้องกันได้ด้วยวัคซีน "นิวโมคอคคัส"

Hospital Logo

ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่

บริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง