วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอัเสบเอ มีทั้งแบบวัคซีนเชื้อเป็น และวัคซีนเชื้อตาย แต่ที่ใช้กันอย่างเเพร่หลายในประเทศไทย คือ วัคซีนเชื้อตาย โดยประสิทธิภาพการป้องกันโรคได้ร้อยละ 94-100 โดยเฉพาะหลังได้รับวัคซีน 2-4 สัปดาห์ จะสามารถป้องกันโรคได้เกือบร้อยละ 100 ผู้ที่ได้รับการฉีดัคซีนไวรัสตับอักเสบเอครบ 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างกัน 6-12 เดือน จะสามารถกระตุ้นภูมิในร่งกายได้ยาวนานกว่า 30ปี

กลุ่มที่แนะนำให้ได้รับวัคซีนไวรัสอับอักเสบเอ

  • ผู้ที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ
  • ผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ หรือผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเอ
  • กลุ่มรักร่วมเพศ(ชาย)
  • ผู้ที่มีหน้าที่ปรุงอาหารทั้งขายและพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องปรุงอาหารให้สมาชิกในครอบครัวรับประทาน
  • ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศที่มีความเสี่ยงด้านสุขอนามัยต่ำหือมีการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

อาการข้างเคียงจากการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

  • ปวด แดงบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย
  • มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร

สอบถามเพิ่มเติมที่แผนกส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

บทความที่เกี่ยวข้อง

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบบี เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ก่อโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อไวรัตับอักเสบบีนี้ ซึ่งจะฉีดทั้งหมด 4 ครั้ง ในทารกที่ฉีดตั้งแรกเกิด และในวัยอื่นๆโดยทั่วไปฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ดังนี้ เริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเข็มแรก เมื่อพบแพทย์ตรวจแล้วว่าไม่มีภูมิคุ้มกันและแพทย์พิจารณาแล้วว่าควรได้รับวัคซีนนี้ วัคซีนเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน วัคซีนเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน กลุ่มที่แนะนำให้ได้รับวัคซีนไวรัสอับอักเสบบี ทารกแรกเกิดทุกราย ทุคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ผู้ดูแลหรือผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในโรงพยาบาล ผู้ที่ได้รับการฟอกไต ผู้ที่ต้องได้รับเลือดเป็นประจำ กลุ่มรักร่วมเพศ ผู้ที่ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง มีการระบาดของไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี * เด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 10 ปี) ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน * เด็กโต (อายุ 10 ปีขึ้นไป) และผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อมาแล้ว ซึ่งอาจมีภูมิคุ้มกันโรคแล้วตาม ธรรมชาติหรือเป็นพาหะ ซึ่งจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนโดยไม่จำเป็น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อตรวจเลือดประกอบกับการพิจารณาว่าควรฉีดวัคซีนหรือไม่ วัคซีนนี้จะป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีได้หลังฉีด 10 วัน อาการข้างเคียงจากการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี อาจมีอาการปวด บวม หรือมีไข้ต่ำๆ อาการมักเริ่มราว 3-4 ชั่วโมงหลังฉีด และเป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

วัคซีนปอดอักเสบสำหรับผู้สูงอายุ

วัคซีนปอดอักเสบสำหรับผู้สูงอายุ

วัคซีนปอดอักเสบ ปรับราคา เริ่มตั้งแต่วันนี้ - 31 ธันวามคม 67 นี้ วัคซีนปอดอักเสบ (IPD) ชนิด 13 สายพันธุ์ ราคา 2,650 บาท (จากปกติ 3,300 บาท) วัคซีนปอดอักเสบ (IPD) ชนิด 23 สายพันธุ์ ราคา 1,900 บาท (จากปกติ 2,300 บาท) โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ แต่กับผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่มีภูมิต้านทานที่ลดลง มีโรคประจำตัว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้สูงอายุเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นอันดับ 4 ในผู้ที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคปอดอักเสบ ทั้งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคปอดอักเสบ นอกจากการพาผู้สูงอายุเข้ารับวัคซีนปอดอักเสบ เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของโรค ที่ช่วยลดโอกาสเสี่ยงจากการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคปอดอักเสบได้แล้ว การดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อโรคและความเจ็บป่วยจากโรคปอดอักเสบอีกด้วย นัดหมายแพทย์ คลิก https://doctor.bangkokhospitalchanthaburi.com/alldoctor.php

ไม่ต้องรอ 10 ปี...ตรวจหามะเร็ง 5 ชนิดได้เลย!

ไม่ต้องรอ 10 ปี...ตรวจหามะเร็ง 5 ชนิดได้เลย!

ไม่ต้องรอ 10 ปี...ตรวจหามะเร็ง 5 ชนิดได้เลย! SPOT-MAS (Multi-Cancer Screening) ตรวจคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้นเจาะเลือดครั้งเดียว ตรวจหา #มะเร็ง ได้ 5 ชนิด #มะเร็งเต้านม #มะเร็งปอด #มะเร็งตับ #มะเร็งลำไส้ใหญ่ #มะเร็งกระเพาะอาหาร ราคาโปรโมชัน 15,000 บาท (จากปกติ 16,500 บาท) เริ่ม 1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 67 กดซื้อออนไลน์ง่าย ๆ คลิกเลย ซื้อโปรแกรม https://bangkokhospitalchanthaburi.com/shop/107 #ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ #โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี

ใบรับรองแพทย์ 5 โรค

ใบรับรองแพทย์ 5 โรค

จากกรณีที่ ราชกิจจานุเบกษา แพร่ “กฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค 2566”กำหนด "4 โรคห้ามเข้ารับราชการ" ชวนรู้จักใบรับรองแพทย์ 5 โรค ที่เป็นพื้นฐานของหลายบริษัท สถานศึกษา และงานราชการ ต้องคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น 5 โรคมีอะไรบ้าง ? จากกรณีที่18 สิงหาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ “กฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ. 2566” 4 โรคต้องห้ามรับราชการที่ประกอบด้วย โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฎอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคติดยาเสพติดให้โทษ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเด่นชัดหรือรุนแรง และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่ (ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการแพทย์ ของ ก.พ. กำหนด) เพื่อให้ทางราชการได้มาและรักษาไว้ซึ่งบุคคลที่เป็นผู้มีสุขภาพทางกายและจิตเหมาะสม และไม่เป็นโรคร้ายแรงที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ได้มีการยกเลิก “โรควัณโรคในระยะแพร่กระจายเชื้อ” ออกจากลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ารับราชการพลเรือน เนื่องจากโรควัณโรคมีแนวโน้มที่ลดลงและใช้เวลาในการรักษาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็สามารถหายได้ ชวนรู้จักคัดกรองขอใบรับรองแพทย์ 5 โรค คืออะไร ? การเข้าทำงานเป็นพนักงานหรือเข้าศึกษาในสถาบันหลายแห่ง จำเป็นต้องผ่านการตรวจโรคหรือตรวจร่างกายหลายอย่างเพราะการมีสุขภาพที่ดีและไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่มักมีกำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อเราผ่านการคัดเลือกแล้ว ทางต้นสังกัดจะให้เราไปตรวจร่างกายตามสถานพยาบาลที่เชื่อถือได้ หากผู้เข้ารับการตรวจมาพร้อมกับแบบฟอร์มที่มีรายการตรวจจากต้นสังกัดว่าต้องการผลตรวจอะไรบ้าง? ก็จะทำให้แพทย์ตรวจได้ตรงตามความต้องการ แต่ผู้เข้ารับการตรวจบางท่านก็ทราบเพียงแต่ว่า ต้องการตรวจสุขภาพเพื่อให้ได้ “ใบรับรองแพทย์ 5 โรค” ส่วน 5 โรคที่ว่านั้นจะมีโรคอะไรบ้าง? แล้วทำไมต้องตรวจ 5 โรคนี้ ผู้เข้ารับการตรวจอาจจะยังไม่ทราบโดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วย 5 โรค ดังนี้ วัณโรคในระยะแพร่เชื้อ โรคเท้าช้าง โรคที่เกิดจากสารเสพติด โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคอื่นๆ ที่เรื้อรัง ร้ายแรง หรือมีอาการแสดงอย่างชัดเจนจนเป็นอุปสรรคต่อทำงานหรือการเรียน มาตรฐานของการตรวจสุขภาพเพื่อขอใบรับรองแพทย์ 5 โรค ? การตรวจ 5 โรคตามที่กล่าวมานั้น แพทย์สามารถตรวจและวินิจฉัยได้ด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และดูอาการเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะเลย แต่ในบางรายหากต้นสังกัดระบุมาว่า ต้องการผลเลือด ผลปัสสาวะ หรือผลการเอกซเรย์ใดๆ เพื่อยืนยันว่าผู้เข้ารับการตรวจมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การตรวจก็อาจจะแตกต่างไป ดังนั้น การตรวจสุขภาพจึงอยู่ที่ต้นสังกัดว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรและต้องการตรวจอะไรบ้าง ละเอียดแค่ไหน? เพื่อจะได้ตรวจให้ครบถ้วนและมีใบแจ้งผลที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประกอบการเข้าทำงานสถานประกอบการ รับราชการหรือการศึกษาต่อได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

การเตรียมตัวตรวจสุขภาพ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนการตรวจสุขภาพ 1. งดอาหาร เครื่องดื่มทุกชนิด ลูกอม หมากฝรั่ง อย่างน้อย 12 ชม. และงดน้ำเปล่าอย่างน้อย 8 ชม.ก่อนการตรวจ 2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรอดนอน 3. สวมเสื้อที่สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขนและการตรวจร่างกาย 4. สำหรับสุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อน / หลังมีประจำเดือน 7 วัน 5. สำหรับสุภาพสตรีกรณีสงสัยว่าตั้งครรภ์ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนการตรวจ ***กรณีมีรายการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่ม อาจมีแนวทางการเตรียมตัวที่มากกว่ารายละเอียดข้างต้น ดังนั้นผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือเอกสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการตรวจที่แม่นยำที่สุด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศุนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

SPOT-MAS การตรวจหาเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มแรก

SPOT-MAS การตรวจหาเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มแรก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ป่วยมะเร็งใหม่กว่า 1.7 ล้านคนต่อปี โดยกว่าร้อยละ 70 ตรวจพบมะเร็งในระยะที่รักษายาก การตรวจพบมะเร็งในระยะแรกช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตถึง 90-95% ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกคาดว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งจะสูงขึ้นเป็น 45% ในปี 2573 ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยจำนวนมากจะต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงและผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากการตรวจพบในระยะหลังทำให้การรักษาเป็นเรื่องที่ยากขึ้นและส่งผลกระทบทางการเงินต่อผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก SPOT-MAS เป็นวิธีการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้นที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ การตรวจหาการกลายพันธุ์จะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย การตรวจคัดกรองด้วย SPOT-MAS สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมจากเซลล์มะเร็งที่ถูกปลดปล่อยออกมาในกระแสเลือด (Circulating Tumor DNA: ctDNA) โดยใช้เทคโนโลยี Next-generation sequencing ที่สามารถตรวจหาเซลล์มะเร็งหลายชนิดได้ในครั้งเดียว เพียงเจาะเลือดครั้งเดียว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่สำคัญสำหรับประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ SPOT-MAS สามารถตรวจหามะเร็งระยะแรกเริ่มได้ 5 ชนิด: มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร การตรวจเหล่านี้สามารถทำได้จากการเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว ซึ่งช่วยลดความเครียดและความยุ่งยากในการเตรียมตัวสำหรับการตรวจ การตรวจ SPOT-MAS มีข้อดีหลายประการ: เป็นวิธีที่ง่ายและไม่เจ็บตัวมาก เนื่องจากเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อเยื่อหรือรุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย มีความแม่นยำสูงถึง 95.9% ผู้เข้ารับการตรวจสามารถทราบผลภายใน 30 วัน ใครควรตรวจ SPOT-MAS?: SPOT-MAS สามารถคัดกรองได้เฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นมะเร็งหรือไม่มีอาการต้องสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเป็นช่วงอายุที่ WHO แนะนำให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็ง เช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี แม้ไม่มีอาการใด ๆ เพื่อค้นหาความผิดปกติของเซลล์ระยะเริ่มต้น เพราะเป็นวัยที่มีความเสี่ยงมะเร็งชนิดต่าง ๆ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคมะเร็ง เช่น สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ผู้ที่สัมผัสสารก่อมะเร็งหรืออยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง อาทิ ฝุ่น PM2.5 ผู้ที่ต้องการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป สัญญาณและอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็ง: ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ไม่ควรเข้ารับการตรวจ SPOT-MAS: น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 6 กิโลกรัมใน 6 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวาเป็นเวลานาน และปวดบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล มีอาการไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 3 สัปดาห์ ซึ่งรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล มีเลือดออกผิดปกติหรือมีของเหลวออกมาจากหัวนม การทำงานของลำไส้มีความผิดปกติเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ขึ้นไป เช่น ท้องเสีย ท้องผูก อุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น การตรวจหาสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งอาจไม่สามารถบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดโรคมะเร็งกับผู้เข้ารับการตรวจหรือไม่ แต่สามารถระบุระดับความเสี่ยงได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับการตรวจสามารถวางแผนการดำเนินชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในอนาคตได้. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319888

Hospital Logo

ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่

บริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง