กรดยูริก กับ โรคเกาต์

“กรดยูริก” สะสมในเลือดสูงกระตุ้นโรคเกาต์ พบได้ที่ไหนบ้าง?

รู้จัก กรดยูริก (Uric Acid) ตัวการร้ายที่หากสะสมในร่างกายมาก จะทำใก้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เสี่ยงโรคเกาต์ ภาวะไตวาย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เผยกระบวนการทางเคมี วิธีรักษา และแหล่งกรดยูริกที่ควรกินแต่พอดี

กรดยูริก (Uric Acid) สารที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายในขณะที่มีการสร้างหรือซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ถั่วต่างๆ หรือการดื่มเครื่องดื่ม เช่น เบียร์ น้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลฟรุคโตส ฉะนั้นควรกินแต่พอดีหรือหลีกเลี่ยงในคนที่มีความเสี่ยงเพราะหากร่างกายมีกรดยูริกมากเกินกว่าความสามารถของไตจะขับออกได้ หรือไตมีความเสื่อมจนความสามารถในการขับกรดยูริกออกจากร่างกายลงลง เช่น ในผู้ป่วยไตเสื่อมหรือไตวาย ก็จะทำให้มีการสะสมของกรดยูริกมากขึ้นอีก

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์จะกำหนดว่าเมื่อกรดยูริกในเลือดสูงเกินขีดจำกัดของความสามารถในการละลายของกรดยูริก (Monosodium urate) คือ 6.8 มก./ดล. ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง

ระดับกรดยูริกในเลือดที่เกิน 7 มก./ดล. จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือยูเรตหรือโรคเกาต์ และเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วที่ไต ดังนั้นโดยทั่วๆ ไป เราจึงใช้ระดับกรดยูริก มากกว่า 7 มก./ดล. ในการบอกว่าเป็นภาวะกรดยูริกในเลือดสูงค่าการทำงานของไต (ระดับครีเอตินิน) น้ำหนัก อายุ เพศ ความดันโลหิตและการดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้

ปัจจุบันยังพบว่า การมีกรดยูริกสะสมในร่างกายปริมาณมากเป็นเวลานานจะทำให้เกิดภาวะไตเสื่อม เกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง เพิ่มความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากขึ้น โดยข้อมูลจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยชายที่เป็นโรคไตวายจนต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกไต ส่วนหนึ่งเกิดจากการเป็นโรคเก๊าท์หรือมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมาก่อน ในขณะที่ผู้ป่วยหญิงที่ฟอกไตส่วนมากเกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน

  • การรักษาโดยการไม่ใช้ยา
    • ออกกำลังกายและลดน้ำหนัก สามารถทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ด้วย
    • จำกัดการรับประทานเนื้อแดงหรืออาหารทะเล การรับประทานเนื้อแดงปริมาณมาก จะทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ แต่การรับประทาน พืช ฝัก ถั่ว หรือผักที่มีสารพิวรีนสูง ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์
    • ลดหรืองดการดื่มสุรา โดยเฉพาะเบียร์หรือสุราที่ผ่านการกลั่น
    • จำกัดการทานน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล
    • รักษาภาวะหรือโรคอื่นที่พบร่วม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดสูง

การรักษาโดยการใช้ยา

จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับวินิจฉัยและการใช้ยาที่ถูกต้องและหมาะสมการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้เราตรวจพบความผิดปกติ ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัย พร้อมให้คำแนะนำและให้การรักษาได้ถูกต้องและทันท่วงที อย่างไรก็ดีหากพบความผิดปกติของกรดยูริก การลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยการปรับพฤติกรรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด สามารถทำได้เลย ไม่มีอันตราย หรือผลข้างเคียง และช่วยให้สุขภาพของคุณกลับมาดีขึ้นได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

บทความที่เกี่ยวข้อง

หญิงวัยทอง เสี่ยงเกาต์

หญิงวัยทอง เสี่ยงเกาต์

ถึงแม้สถิติจะบ่งบอกว่าผู้ชายมีความเสี่ยงโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง 10 เท่า แต่คุณผู้หญิงเองก็ต้องใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะ "วัยทอง" ไม่แพ้ผู้ชายเนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์ขับกรดยูริกลดลง โรคเกาต์ หนึ่งในโรคกระดูก และข้อที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการกินโปรตีนบางชนิดมากเกินไป ซึ่งโปรตีนดังกล่าวจะย่อยสลายเป็นกรดยูริคไปตกตะกอนในข้อ ทำให้ข้อหรือเนื้อเยื่อรอบๆ ข้ออักเสบเฉียบพลันการเกิดโรคเกาต์ผู้ป่วยมักมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานพอสมควรโดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะถ้าระดับกรดยูริกยิ่งสูง อุบัติการณ์การเกิดโรคจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น เกิดอาการได้เร็วยิ่งขึ้น ในเพศชายพบโรคนี้ได้บ่อยกว่าเพศหญิงประมาณ 10 เท่า แต่วัยหลังหมดประจำเดือน เพศหญิงจะพบโรคสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเพศชาย การอักเสบ ของข้อครั้งแรกมักพบในเพศชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ย 40-60 ปี แต่ในเพศหญิงมักพบหลังวัยหมดประจำเดือนแล้ว เพราะในวัยเจริญพันธุ์ผู้หญิงแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าจนกว่าจะหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนซึ่งมีฤทธิ์ในการเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ หลังวัยหมดประจำเดือนระดับกรดยูริกในผู้หญิงจากค่อยๆ สูงขึ้น ใช้เวลาประมาณ 5-10 ปี จนมีค่าใกล้เคียงกับระดับกรดยูริกในเลือดของผู้ชาย โรคที่พบร่วมกับโรคเกาต์ที่ผู้สูงอายุต้องระวัง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคไขมันในเลือดสูงโดยเฉพาะระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ พบว่าสูงร้อยละ 80 ของคนไข้โรคเกาต์ทั้งหมด ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแข็งผิดปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเลือดบางชนิด เช่นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือได้รับเคมีบำบัดจะทำให้เซลล์ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากๆ ก่อให้เกิดโรคเกาต์ ข้ออักเสบ นิ่วที่ไต หรือแม้แต่ตัวกรดยูริกเองไปอุดตันตามท่อเล็กๆ ในเนื้อไต ทำให้เกิดไตวายได้ อย่างไรก็ตามข้ออักเสบในระยะแรกมักเป็นเพียง 1-2 ข้อ จะมีการอักเสบรุนแรงเป็นเฉียบพลัน จากระยะเริ่มปวดจนอักเสบเต็มที่ภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนมากจะเกิดขึ้นทีละ 1 ข้อ ข้อที่พบบ่อย ได้แก่ โคนนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า ข้อกลางเท้า ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ข้อกลางมือ ข้อมือ ข้อศอก ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง จำนวนข้อที่อักเสบจะเพิ่มขึ้น เริ่มพบที่ข้อมือ ข้อนิ้วมือ และข้อศอก การอักเสบรุนแรงขึ้น เป็นถี่ขึ้นและนานขึ้น จนกลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

กินไก่เยอะ เสี่ยงเกาต์จริงหรือไม่?

กินไก่เยอะ เสี่ยงเกาต์จริงหรือไม่?

รู้หรือไม่? ไก่-เป็ดไม่ใช่ตัวการของโรคเกาต์ทั้งหมดแต่เป็นการสะสมของกรมยูริกที่มากเกินไปจนร่างกายขับออกไม่ทัน และสิ่งที่ต้องกังวลมากกว่าคือน้ำอัดลม-น้ำผลไม้กล่อง ที่มีงานวิจัยพบว่าดื่มเกินวัน 1 แก้วเสี่ยงโรคเกาต์มากกว่ากินไก่ รวมทั้งแอลกอฮอล์ที่กระตุ้นให้อาการกำเริบรุนแรง เกาต์เกิดจากการสะสมของกรดยูริก (uric acid) ในเลือด ที่ตกตะกอนกลายเป็นผลึกรูปเข็มอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนอย่างเฉียบพลัน โดยอาการเหล่านี้มักเกิดหลังการไปสังสรรค์กับเพื่อน ที่มีการทานเนื้อสัตว์และดื่มแอลกอฮอล์ พอตกกลางคืน ก็สังเกตได้ว่าหัวแม่เท้าบวมแดงเจ็บ เมื่อไปพบแพทย์ ตรวจวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดก็พบว่าเป็นเกาต์ และหลังทานยาอาการก็ดีขึ้น ตำแหน่งที่พบโรคเกาต์บ่อยที่สุด ยูริกในเลือดสูงกว่า 6.8 มก./ดล. จะบ่งบอกถึงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ ความดันสูง เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นิ่วในไต และไตวายได้ และหากพูดถึงความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบตามข้อตำแหน่งที่พบบ่อยคือ “ข้อนิ้วหัวแม่เท้า”แต่ในคนที่เป็นเกาต์เรื้อรังอาจพบอาการอักเสบได้หลายข้อพร้อมๆ กัน บางคนอาจมีก้อนของกรดยูริกสะสมอยู่ตามข้อเหล่านี้ จนปูดขึ้นเป็นปุ่มโปน และอาจแตกออกมากลายเป็นแผลเรื้อรังได้อีก เป็นเกาต์กินไก่ได้ไหม ? คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการทานเป็ดไก่ หรือแม้แต่การทานยอดผัก ซึ่งความจริงแล้วอาหารที่เราทานเข้าไปเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยที่อาจไปช่วยกระตุ้นให้เกิดโรคได้ "แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด" เพราะอาหารพวกเป็ดหรือไก่ ทำให้ระดับกรดยูริกสูงขึ้นได้ไม่เกิน 1 มก./ดล. จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแม้ว่าจะหยุดทานเป็ดไก่แล้ว อาการเกาต์ก็ยังไม่หายขาดซะทีอย่างไรก็ไม่ควรกินเยอะจนเกินไปเพราะหากคุณเป็นคนที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเกาต์อยู่แล้วการกินเป็ดไก่เข้าไปอีกก็อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ขณะที่ “ยอดผัก” นั้นก็ไม่ได้ทำให้ระดับของกรดยูริกพุ่งขึ้นสูงแต่อย่างใด นั่นจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของโรคเกาต์นั่นเอง นอกจากเป็ดไก่แล้ว อาหารที่มีพิวรีนสูงที่ควรกินแต่พอดีก็จะมีจำพวก ห่าน เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา ปลาซาร์ดีน กะปิ กุ้งชีแฮ้ ซุปก้อน น้ำซุปกระดูก ยีสต์ เห็ด กระถิน ชะอม พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ เป็นต้น นอกจากอาหารพิวรีนสูงที่ควรตระหนัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงและโรคเกาต์ หลังดื่มจึงมีโอกาสที่จะมีอาการปวดบวมที่หัวแม่เท้าอย่างรุนแรงได้ นอกจากแอลกอฮอล์แล้วควรคำนึกถึงน้ำตาลฟรุคโตส ที่ซ่อนอยู่ในอาหารต่างๆ ก็สามารถทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง และตามมาด้วยการเป็นโรคเกาต์ได้เช่นกัน และแหล่งของน้ำตาลฟรุคโตสที่น่ากังวลคือมาจากน้ำผลไม้กล่องและน้ำอัดลม สำหรับคนที่เคยไปรับการเจาะเลือดตรวจสุขภาพ และได้รับการบอกว่ามีกรดยูริกในเลือดสูง โปรดอย่าได้นิ่งนอนใจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ควรเริ่มคุมอาหาร ลดแป้ง ออกกำลังกาย ลดน้ำหนักตัว งดดื่มแอลกอฮอล์ (หรือเลือกทานไวน์แทนเบียร์) และอย่าลืมว่า น้ำอัดลมและน้ำผลไม้กล่อง ทำให้กรดยูริกสูงได้ขอย้ำว่า ยูริกสูง และโรคเกาต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่โรคข้อ… รอให้เกิดแล้วทานยาเป็นพักๆ อาจจะลงเอยด้วยภาวะไตวาย หรือเส้นเลือดเสื่อมสภาพได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

เช็คอาการปวดข้อว่าเป็น เกาต์ หรือ ข้อเข่าเสื่อม

เช็คอาการปวดข้อว่าเป็น เกาต์ หรือ ข้อเข่าเสื่อม

โรคเกาต์และข้อเข่าเสื่อม “โรคข้ออักเสบ” ที่พบได้บ่อย อาการปวดข้อ จาก โรคข้ออักเสบ เป็นอาการของหลากหลายโรค หนึ่งในโรคเกาต์และโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการคล้ายกันแต่แตกต่างกันหลายอย่าง รู้ทันได้ป้องกันโรคลุกลาม เลี่ยงขาผิดรูป โรคเกาต์และโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นเป็นรูปแบบของ “โรคข้ออักเสบ” ที่พบบ่อยที่สุด โดยมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคที่คล้ายคลึงกัน เช่น อายุที่มากขึ้น โรคอ้วน และภาวะโภชนาการ ทำให้มีอาการปวดข้อเช่นเดียวกัน มีอาการบวมหรือผิดรูปของข้อเข่าคล้ายๆ กัน สามารถเกิดขึ้นได้ในข้อเดียวกันและเวลาเดียวกัน และยังสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคของกันและกันได้ แต่จริงๆ แล้วโรคเกาต์และโรคข้อเข่าเสื่อมนั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่ ความแตกต่างของโรคเกาต์ และ โรคข้อเข่าเสื่อม กลุ่มเสี่ยง โรคเกาต์ : พบบ่อยทั้งในเพศชายและเพศหญิง ข้อเข่าเสื่อม : พบบ่อยในผู้ที่มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เนื่องจากปัจจัยด้านฮอร์โมน กระดูกและกล้ามเนื้อ สาเหตุของโรคเกาต์ VS ข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์ : เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) และไม่สามารถขับกรดยูริกส่วนเกินออกได้ จึงสะสมและตกผลึกตามข้อต่อและอวัยวะต่าง ๆ ข้อเข่าเสื่อม : เกิดจากภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่าเกิดอาการสึกหรอ ฉีกขาด และเสื่อมสภาพตามช่วงอายุและปัจจัยหลายๆ ด้าน เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อมีการสึกหรอมากขึ้น จึงก่อให้เกิดอาการปวดเข่าขึ้น และยังไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในข้อเข่าอีกด้วย อาการของโรคเกาต์ VS ข้อเข่าเสื่อม อาการโรคเกาต์ : คือ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้อต่ออย่างรุนแรงและเฉียบพลัน สามารถเกิดได้กับข้อต่อต่างๆ เช่น ข้อเท้า ข้อศอก ข้อเข่า และข้อมือ แต่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า โดยจะปวดที่ข้อเดียว ไม่ปวดพร้อมกันหลายๆ ข้อ ปวดเข่าข้างใดข้างหนึ่ง หากเกิดอาการแล้ว จะเป็นๆ หายๆ ในระยะแรก หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะปวดบ่อยขึ้นและนานขึ้นจนกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น โรคไต ไตวาย อาการข้อเข่าเสื่อม : อาการปวดเข่า ข้อเข่าติด/ฝืดตึงน้อยกว่า 30 นาทีหลังตื่นนอน มีเสียงดังในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว มีจุดกดเจ็บบริเวณข้อเข่า ข้อเข่าผิดรูป บวม โดยอาการต่างๆ ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเรื้อรัง มากกว่า 6 เดือน มักปวด 2 ข้างพร้อมกัน อาการจะเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการปวดหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อผิวข้อเข่าเยอะๆ หรือเดินไกลๆ หากเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกๆ หลังทำกิจกรรมนั้นแล้ว อาการปวดจะอยู่ไม่นานและจะหายไปได้เอง แต่หากเป็นระยะปานกลางขึ้นไปแล้ว อาการปวดจะเป็นต่อเนื่อง หากไม่ได้ใช้งานข้อเข่าก็ยังมีอาการปวด และไม่สามารถหายเองได้ หรือหากหายก็ไม่หายขาด การรักษา โรคเกาต์ VS ข้อเข่าเสื่อม โรคเกาต์ : สามารถรักษาและควบคุมไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ด้วยการใช้ยาละลายผลึกกรดยูริก โดยรับประทานอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด เพื่อเป็นการรักษาอาการแบบเฉียบพลันและป้องกันการสะสมใหม่ของกรดยูริกและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ข้อเข่าเสื่อม : สามารถรักษาได้ตามระดับความรุนแรงของโรคที่เป็น ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบ การทำกายภาพบำบัด การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม หรือการฉีด PRP การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรค โรคเกาต์: นอกจากการรับประทานยาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หากมีอาการปวดสามารถใช้การประคบเย็นที่ข้อเข่าได้ ข้อเข่าเสื่อม: นอกจากการรักษาข้างต้นแล้ว การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ภาวะโภชนาการและการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี น้ำหนักอยู่ในระดับที่สมดุล ลดปัจจัยของอาการปวดเข่าและการพัฒนาของข้อเข่าเสื่อมได้ อาการของโรคเกาต์และข้อเข่าเสื่อมส่งผลต่อผู้ป่วย ทั้งความเจ็บปวดทางร่างกาย และส่งผลกระทบทางจิตใจ สร้างความเครียด วิตกกังวล และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น หากเผชิญกับอาการปวดข้อควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาให้ตรงกับโรค เนื่องจากโรคเกาต์สามารถรักษาให้หายและควบคุมได้เพียงรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด สำหรับข้อเข่าเสื่อมนั้นก็สามารถเข้ารับการรักษาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด การปล่อยปละละเลยอาจยิ่งทวีความรุนแรงของโรค ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

กินถูกหลัก ช่วยรักษาเกาต์

กินถูกหลัก ช่วยรักษาเกาต์

กรมการแพทย์ แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสามารถช่วยลดอาการข้ออักเสบที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเกาต์ได้ เกาต์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง มีผลมาจากการที่มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตบริเวณข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยผลึกดังกล่าวมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดกระบวนการอักเสบตามมา โดยส่วนมากโรคเกาต์มักจะพบได้มากในเพศชายอายุ 30 ปีขึ้นไป ส่วนเพศหญิงจะพบมากในช่วงวัยหลังหมดประจำเดือน อาการของโรคเกาต์ ข้ออักเสบ มักจะมีอาการแบบเฉียบพลันเริ่มแรกมักเป็นข้อเดียว โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดที่โคนข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า อาการปวด บวมแดง ร้อน เจ็บเมื่อกด และอาจมีไข้ร่วมด้วย บางรายพบก้อนโทฟัส ซึ่งเกิดจากการสะสมของผลึกเกลือยูเรตในเนื้อเยื่ออ่อน ข้อต่อ กระดูก และกระดูกอ่อน มักพบบริเวณศอก ตาตุ่ม นิ้วมือ นิ้วเท้า ส่วนนิ่วในทางเดินปัสสาวะ พบประมาณร้อยละ 10-25 ของผู้ป่วยโรคเกาต์ แนวทางการรักษาโรคเกาต์โดยวิธีไม่ใช้ยา แนวทางการรักษาโรคเกาต์ควรใช้การรักษาโดยวิธีไม่ใช้ยาและใช้ยาร่วมกัน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง ทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มร่วมกับการดูแลโรคร่วมและปัจจัยเสี่ยงของโรคเกาต์ ขณะมีอาการข้ออักเสบกำเริบควรเลือกรับประทานโปรตีนจาก ไข่ เต้าหู้ นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์, ไข่ปลา ลดการรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด น้ำผลไม้และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุ๊กโตส เช่น ชาเขียวพร้อมดื่ม งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และควรดื่มน้ำ อย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน นอกจากนี้หากท่านรับประทานอาหารชนิดใดแล้วมีอาการข้ออักเสบให้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ เพื่อป้องกันข้ออักเสบ ที่สำคัญควรพบแพทย์ตามนัดอยู่เสมอเพื่อเช็กอัพร่างกาย หากมีอาการปวดหรือมีก้อนขึ้นลุกลามควรรีบพบแพทย์ ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

เกาต์ หญิงกับชายใครเสี่ยงกว่ากัน

เกาต์ หญิงกับชายใครเสี่ยงกว่ากัน

โรคเกาต์พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงหลายเท่า นั้นก็เพราะเกี่ยวข้องกับกรดยูริคที่เพิ่มขึ้นมากตามอายุ ขณะที่ผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน รู้จักโรคเกาต์ที่ไม่ว่าใครก็เป็นได้! โรคเกาต์ (gout) ข้ออักเสบที่หายเองไม่ได้ เกิดจากการระดับกรดยูริกสูงในเลือด ซึ่งเป็นผลมาจากการสะสมกรดยูริคในร่างกายจำนวนมากเป็นระยะเวลานาน ก็จะไปตกตะกอนอยู่บริเวณรอบๆ ข้อ หรือภายในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น โดยเฉพาะที่ข้อ บริเวณใกล้ข้อและที่ไตเหมือนกัน หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะได้รับประโยชน์มาก แต่หากไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจต้องพบกับการพิการทางข้อ และหรือไตวายเรื้อรังได้ ทำไมผู้ชายถึงเสี่ยงโรคเกาต์มากกว่าผู้หญิง โรคเกาต์มักเป็นกับผู้ชายวัยสูงอายุ เนื่องจากภาวะกรดยูริคในเลือดที่สูงนั้น จะยังไม่เกิดการตกตะกอน และเกิดข้ออักเสบทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลาที่กรดยูริคในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายสิบปี พบว่าในผู้ชายที่มีกรดยูริคสูงนั้น ระดับของยูริคในเลือดจะเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และสูงไปนานจนกว่าจะเริ่มมีอาการคืออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงระดับยูริคจะเริ่มสูงขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงโดยเฉพาะเอสโตรเจนจะมีผลทำให้กรดยูริคในเลือดไม่สูง โดยทั่วไปโรคเกาต์พบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยทั่วไปก็พบเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ในเพศหญิงส่วนมากก็จะพบแต่ในวัยหมดประจำเดือน ถ้าหากพบโรคเกาต์ในเด็กก็ต้องมองหาความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม บางชนิดซึ่งพบได้น้อยมาก โรคที่พบร่วมกับโรคเกาต์ โรคอ้วน มีโอกาสมากกว่าคนผอม โรคเบาหวาน คนไข้โรคเกาต์โดยทั่วไปก็พบได้บ่อยว่ามีน้ำหนักตัวมากจึงพบโรคเบาหวานได้บ่อย ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ ซึ่งพบว่าสูงได้ประมาณ80%ของคนไข้โรคเกาต์ทั้งหมด ความดันโลหิตสูง จากการศึกษาวิจัยพบโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับโรคเกาต์ได้บ่อย โรคหลอดเลือดแข็งผิดปกติ ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว โรคไตวายเรื้อรัง โรคเลือดชนิด sickle cell anemia, myeloproliferative diseas โรคเลือดบางชนิด โรคมะเร็ง โดย เฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือได้รับเคมีบำบัด จะทำให้เซลล์ถูกทำลายมากอย่างรวดเร็ว จะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูงมากๆ ได้ ทำให้เกิดโรคเกาต์ ข้ออักเสบ นิ่วไต หรือแม้แต่ตัวกรดยูริคเองไปอุดตันตามท่อเล็กๆ ในเนื้อไตทำให้เกิดไตวายได้ การดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริค ยาบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเกาต์ โดยจะทำให้ระดับกรดยูริคในเลือดสูง เนื่องจากยาเหล่านี้ไปลดการขับถ่ายกรดยูริคออกทางไต ทำให้เกิดการคั่งของกรดยูริคในเลือด จนกระทั่งทำให้ระดับของกรดยูริคในเลือดสูง เช่น ยาแอสไพริน,ยาขับปัสสาวะกลุ่ม,ยารักษาโรคพาร์กินสัน,ยารักษาวัณโรค เช่น ไพราซินาไมด์ หรืออีแธมบูทอล,ยากดภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเกาต์ 90% เกิดจากการที่กรดยูริคถูกสร้างขึ้น แต่ไตทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาได้ช้าหรือน้อย แต่ไม่เสมอไปทุกคน และหลายคนที่มีระดับกรดยูริกสูงในกระแสเลือดกลับไม่มีอาการข้ออักเสบจากโรคเกาต์ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริคมากเกินไป พบว่ายูริคในเลือดที่สูงนั้น อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดข้อควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

โรคเกาท์ (Gout)

โรคเกาท์ (Gout)

โรคเกาท์ (Gout) เป็นโรคที่เกิดจากการมีกรดยูริคในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน และมีการตกตะกอนเป็นผลึกยูเรตสะสมตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ข้อ ทำให้เกิดข้ออักเสบ ,ไต ทำให้เกิดนิ่วในไตและไตวาย สาเหตุ -อาหารที่รับประทาน เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ผักรับประทานยอด แตงกวา เป็นต้น -การสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย อาการและอาการแสดง แบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะที่ไม่มีอาการ แต่พบระดับยูริคในเลือดสูงกว่าปกติ ระยะที่มีอาการอักเสบของข้อ มักทำให้ปวดข้อรุนแรงที่นิ้วหัวแม่เท้า ส้นเท้า ข้อเข่า นิ้วมือและข้อมือ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้าจะปวดมาก บริเวณข้อที่ปวดมักจะแดงร้อน บวมตึง ระยะที่อาการสงบ เป็นระยะที่มีอาการเจ็บปวดหรืออักเสบ แต่ระดับกรดยูริคในเลือดยังคงสูง ระยะเรื้อรัง เป็นระยะที่มีอาการอักเสบและปวดของข้ออยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากมีผลึกยูเรตสะสมอยู่ในกระดูกอ่อนของข้อกระดูกโดยรอบเป็นจำนวนมาก การรักษา รักษาด้วยยา หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเครียดทางจิตใจ การพักข้อกระดูกที่ปวด การควบคุมอาหาร ข้อปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคเกาท์ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อป้องกันมิให้เกิดนิ่วในไต ในบุคคลที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องดื่มน้ำ หากมีภาวะอ้วน ควรลดน้ำหนักลงทีละน้อย เพราะอาจมีการสลายเซลล์ในร่างกายรวดเร็วทำให้มีระดับยูริคที่สูงขึ้นได้ ควรงดอาหารที่ทำให้อาการกำเริบ ได้แก่ เหล้า เบียร์ และอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เนื้อหมู เนื้อวัว กุ้ง หอย กุนเชียง ไส้กรอก สัตว์ปีก ถั่ว ชะอม กระถิน เป็นต้น รับประทานยาต่าง ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อโรค เช่น แอสไพริน ยาขับปัสสาวะ ไทอาไซด์ เพราะอาจทำให้ร่างกายขับกรดยูริคได้น้อย ติดต่อสอบถามเพิ่มเตอมได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี 039-319860